วันที่ 21 ม.ค. 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 3) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง)
.

นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครจัดทำแนวทาง การจัดการเหตุอัคคีภัยในชุมชน โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครส่วนใหญ่เป็นชุมชนแออัด เส้นทางสัญจรคับแคบ เมื่อเกิดเหตุอัคคีภัยในชุมชนอาจทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เช่น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนในชุมชนวัดศาลาครืน ถนนวุฒากาศ 42 แขวงบางค้อ เขตจอมทอง ชุมชนวัดศาลาครืนเป็นชุมชนเก่าแก่ เส้นทางสัญจรภายในชุมชนคับแคบ รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงต้องต่อสายดับเพลิงและลากสายดับเพลิงเข้าไประงับเหตุ ไม่มีถังดับเพลิง และไม่มีประปาหัวแดงที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 3 หลังคาเรือน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ลดจำนวนผู้บาดเจ็บ ผู้ได้รับผลกระทบ และลดความสูญเสียจากเหตุอัคคีภัย กรุงเทพมหานครควรจัดทำแนวทางการจัดการเหตุอัคคีภัย ในชุมชน สำรวจและจัดหาถังดับเพลิงให้เพียงพอและครอบคลุมทุกพื้นที่ สำรวจและติดตั้งประปาหัวแดง ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้และซ้อมแผนเผชิญเหตุให้กับประชาชนในชุมชนอย่างทั่วถึง
.

นายสุทธิชัย ระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2566-2568) กรุงเทพมหานครเกิดเหตุเพลิงไหม้รวม 1,745 ครั้ง โดยสาเหตุหลักอันดับ 1 มา จากเครื่องใช้ไฟฟ้า (รวมปลั๊กพ่วง และสายไฟ) คิดเป็นร้อยละ 47 ของเหตุการณ์ ทั้งหมด (รวม 823 ครั้ง) รองลงมาคือการจุดธูปเทียน และการประกอบอาหาร ส่วนเหตุการณ์ไฟไหม้แยกรายเดือน หรือรายเขตจะผันผวนไปตามช่วงเวลา เช่น เดือนมกราคมและเมษายน มักเกิดเหตุสูง โดยปัญหามาจากความไม่สะดวก อุปสรรค และข้อจำกัด ผังเมืองที่แออัด รถดับเพลิงเข้าไม่ถึงซอยแคบ ถังดับเพลิงในชุมชนเสื่อมสภาพและไม่เพียงพอ ประปาหัวแดงไม่เพียงพอ ขาดแหล่งน้ำในการระงับเหตุและขาดแคลนอาสาสมัครในชุมชนและความรู้เบื้องต้นในการระงับเหตุเบื้องต้น
นายสุทธิชัย ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการเชิงรุก ดังนี้ 1.กระจายจุดติดตั้งประปาหัวแดงและถังดับเพลิง ให้ครอบคลุมทุก 50 เมตรในจุดเสี่ยง 2.ตรวจสอบถังดับเพลิงให้พร้อมใช้งานสม่ำเสมอ 3.สนับสนุนงบประมาณและการฝึกอบรมที่ทันสมัย ให้กับอาสาสมัครในพื้นที่ และ 4.นำเทคโนโลยีและอุปกรณ์สมัยใหม่มาปรับใช้
.

ด้านสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ร่วมกันอภิปรายแสดงความเห็น อาทิ นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา กล่าวว่า ตนเคยเสนอให้ กทม. ทำประกันภัยแบบหมู่ในกับชุมชน ซึ่งใช้งบประมาณไม่มากและสามารถดูแลพี่น้องในชุมชนได้อย่างทั่วถึง ส่วนในเขตยานนาวามีเพลิงไหม้ที่ชุมชนเชื้อเพลิง ใช้ถังดับเพลิงจำนวน 92 ถังในการดับไฟทันเวลา แต่ปัญหาที่ตามมานั้นคือการเติมน้ำยาดับเพลิงที่สำนักงานเขตแจ้งว่าต้องใช้งบชุมชนในการเติม ทำให้การเติมน้ำยาให้ครบนั้นใช้เวลานาน หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมาอีก เกรงจะไม่มีอุปกรณ์ที่ช่วยได้ทัน
.
นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ ดร.เมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก.เขตปทุมวัน อภิปรายว่า นโยบายการสำรวจ ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจำนวนเครื่องดับเพลิงแบบยกหิ้วในชุมชนตามมาตรฐาน 1 ถัง ต่อ 5 หลังคาเรือนนั้นมีน้อยเกินไป อีกทั้งยังมีประชากรที่อยู่นอกชุมชนของ กทม.ที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรซึ่งเสียภาษีเหมือนกันยังไม่ได้รับถังดับเพลิงของ กทม. รวมถึงเสนอระเบียบควบคุมให้ร้านอาหารต้องมีถังดับเพลิง และควบคุมร้านค้าที่ดัดแปลงมาจากอาคารเก่า
.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับปัญหาอัคคีภัย หัวใจสำคัญคือการวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงต้องวางแผนต่าง ๆ เรื่องประปาหัวแดง ซึ่งกรุงเทพมหานครได้มีการทำข้อตกลงร่วมกับการประปานครหลวง 258 หัวนั้น เกิดข้อปัญหาเกี่ยวกับการจ่ายเงินอุดหนุนที่ไม่สามารถจ่ายให้กับหน่วยงานที่ทำกำไรได้ จึงต้องกลับมาพิจารณาใหม่ เห็นด้วยกับสมาชิกสภากทม.ที่จะมีการทำงานเชิงรุกทั้งการป้องกันปัญหาไฟไหม้ที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน โดยเฉพาะชุมชนแออัดต่าง ๆ สายไฟฟ้าเก่าและเสื่อมสภาพ ซึ่งภาครัฐไม่สามารถเข้าไปปรับปรุงได้เนื่องจากเป็นทรัพย์สินส่วนตัว โดยมีแนวคิดจะมีการหาอาสาสมัครชุมชนเข้าไปสำรวจเรื่องดังกล่าว
.

ด้าน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ในการจัดการเรื่องอัคคีภัยในชุมชน กทม.มีแผนในการประเมินความเสี่ยงของชุมชนมาตั้งแต่ต้น ทั้งชุมชนที่จัดตั้งและไม่จัดตั้งกับกรุงเทพมหานคร ในผังของชุมชนที่จัดตั้งทั้งหมดจะมีการประเมินไว้แล้วว่าหากเกิดเพลิงไหม้ ชุมชนจำนวน 256 แห่งต้องใช้รถดับเพลิงที่มีขนาดเล็ก รวมถึงอาจจะเป็นรถจักรยานยนต์ดับเพลิง หรือเครื่องดับเพลิงที่ต้องไปติดตั้งให้ตามบ้านเรือนต่างๆ ให้เข้าถึงได้โดยง่าย นอกจากนี้จากการสำรวจพบว่ามีบางชุมชนที่ไม่ขอติดถังดับเพลิงทุกๆ 5 หลังคาเรือน ตามมาตรฐานของกระทรวงมหาดไทย แต่ขอให้ไปรวมอยู่ที่ส่วนกลางของชุมชน เพราะชุมชนตกลงกันว่า การวิ่งไปที่บ้านประธานชุมชน หรือให้ประธานชุมชนเป็นคนจัดสรรเวลาเกิดเรื่องตามระบบของชุมชนจะสะดวกกว่า ส่งผลให้การติดตั้งถังดับเพลิงของชุมชนอาจจะมีลักษณะที่กระจุกกับกระจาย ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของชุมชนแต่ละแห่ง
.

สำหรับมาตรฐานการเตรียมความพร้อม กทม. มีมาตรการของการฝึกซ้อม การทำแผนเผชิญเหตุของทุกประเภทภัย รวมทั้งขณะนี้กรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงมาตรการการฟื้นฟูและสงเคราะห์ และการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง การสื่อสารเตือนภัยผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ สำหรับการติดตั้งถังดับเพลิงในชุมชนที่ไม่ได้จัดตั้ง สำนักงานเขตร่วมกับสถานีดับเพลิงในพื้นที่จะประเมินความเหมาะสม โดยคาดว่าในปี 2570 จะเริ่มติดนอกชุมชนจัดตั้ง

ส่วนกรณีที่เป็นร้านอาหารนั้น สำนักงานเขตที่มีหน้าที่ตรวจใบอนุญาต และหรือตรวจมาตรฐานความปลอดภัย จะต้องตรวจแล้วให้คำแนะนำในเรื่องนี้ ในเรื่องของการเติมสารดับเพลิงจะมีการส่งตรวจตามมาตรฐาน ซึ่งพบว่ากระบวนการล่าช้าไปจริงๆ จะขอรับไปเร่งปรับกระบวนการทำงานให้เร็วกว่านี้
.
จากนั้นที่ประชุมสภา กทม. จะมีมติเห็นชอบและส่งต่อให้ฝ่ายบริหารพิจารณาดำเนินการต่อไป
————————
ผู้ชมทั้งหมด 22 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 22 ครั้ง