
‘สภา กทม.’ เห็นชอบรายงาน 6 คณะกรรมการวิสามัญ เตรียมปรับโฉม ‘รถราชการ’ สู่รถพลังงานไฟฟ้า เดินหน้ายุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ และ ’50 ย่านสร้างสรรค์’
วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 4) ซึ่งมี นายฉัตรชัย หมอดี รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญทั้ง 6 คณะ
.

.
การปรับเปลี่ยนรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยรถยนต์นั่งส่วนกลาง (รถเก๋ง) และรถตรวจการณ์ เป็นรถยนต์ที่ใช้ในภารกิจด้านการโดยสารเป็นหลัก จึงควรปรับเปลี่ยนเป็นรถพลังงานไฟฟ้า (Passenger EV), รถบรรทุกขนาด 1 ตัน (รถปิกอัพ) เป็นรถยนต์ที่มีจำนวนมากที่สุดในประเภทรถยนต์ดีเซล มีแนวทางในการจัดหารถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ทดแทนให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน โดยรถที่ใช้ในลักษณะรถตรวจการณ์ หรือการเดินทาง ควรปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Passenger EV) ส่วนรถที่ใช้ในลักษณะใช้บรรทุกสิ่งของ ควรปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion), รถโดยสาร ขนาด 12 ที่นั่ง (รถตู้) เป็นรถใช้ในภารกิจด้านการขนส่งคนโดยสาร ปัจจุบันในท้องตลาดยังไม่มีรถประเภทนี้ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจำหน่าย หากต้องการนำรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้มาใช้งาน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) และรถบรรทุกขนาดกลาง เป็นรถยนต์ที่ใช้ในภารกิจบรรทุกสิ่งของ หรือปฏิบัติงานเฉพาะกิจ เช่น รถบรรทุกติดเครน รถบริการทันตกรรมเคลื่อนที่ เป็นต้น ปัจจุบันในท้องตลาดยังไม่มีรถประเภทนี้ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจำหน่าย หากจะต้องนำรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้มาใช้งาน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion)
.
น.ส.นฤนันมนต์ กล่าวต่อไปว่า จากผลการศึกษาจะเห็นได้ว่าการปรับเปลี่ยนรถยนต์ราชการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า สามารถดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ โดยหน่วยงานสามารถพิจารณาได้ตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือการดัดแปลงรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง นอกจากนี้ระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า (Ecosystem) ได้พัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การเพิ่มจำนวนของสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มี Application อำนวยความสะดวกในการค้นหาสถานีชาร์จ ประชาชนตระหนักรู้และรักษาสิ่งแวดล้อม
////////////////////////////////////////////////////////

.
.
1. สำนักงานเขตควรพิจารณาทบทวนเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เนื่องจากมีสถานประกอบการหลายแห่งปิดกิจการ
2. สำนักงานเขตควรตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือ ห้างสรรพสินค้า ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) หากพบการออกใบอนุญาตในเขตพื้นที่ห้ามจำหน่าย ควรดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน
3. สำนักงานเขตควรแจ้งและทำความเข้าใจกับสถานประกอบการสถานบันเทิงรายใหม่ถึงข้อกำหนด และห้ามประกอบกิจการในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) เพื่อจะไม่ทำผิดกฎหมายในภายหลัง
4. การพิจารณาขอบเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) ควรตั้งวัตถุประสงค์ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้เคียงสถานศึกษา หรือใกล้เคียงหอพัก ไม่ควรนำเรื่องร้องเรียนเหตุรำคาญจากเสียงดังมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขบังคับใช้อยู่แล้ว
5. การกำหนดขอบเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) หากกำหนดขอบเขตกว้างเกินกว่าเจตนารมณ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ จะเป็นการละเมิดสิทธิการประกอบอาชีพ
////////////////////////////////////////////////////////

.
.
1. ควรมีการเพิ่มกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฯ ที่ยังไม่มีกำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฯ ได้แก่ การประกอบกิจการให้บริการลานสะสมตู้บรรจุสินค้าหรือลานจอดรถหัวลากตู้บรรทุกสินค้า และการประกอบกิจการรังนกแอ่นและการทำความสะอาดหรือตัดแต่งรังนกแอ่น
2. กรุงเทพมหานครควรทำหนังสือไปยังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเพิ่มกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น สนามกีฬาประเภทต่าง ๆ กิจการด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า กิจการการซ่อมหรือปรับแต่งเครื่องยนต์เครื่องจักรให้บริการแบบนอกสถานที่ กิจการร้านขายสีหรือสะสมสี กิจการตู้ทำความสะอาดหมวกกันน็อคหยอดเหรียญอัตโนมัติ เป็นต้น
3. กรุงเทพมหานครควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2561 หมวด 2 ข้อ 10 โดยกำหนดเพิ่มเติม (10) ‘สถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพต้องจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานที่ประกอบกิจการ’ เนื่องจากไม่มีการกำหนดให้ตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ระบบแจ้งเตือน และระงับป้องกันอัคคีภัย
4. กรุงเทพมหานครควรเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าพนักงานดับเพลิงเพื่อระงับยับยั้งภัยต่าง ๆ เนื่องจากปัจจุบันพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ไม่ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานดับเพลิงเป็นนายตรวจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
5. กรุงเทพมหานครควรมีการทบทวนและพิจารณากำหนดจำนวนหรือปริมาณให้ชัดเจนในแต่ละประเภทกิจการเพื่อกำหนดค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันทุกกลุ่มกิจการ
6. กระทรวงสาธารณสุขควรเพิ่มอำนาจให้กรุงเทพมหานครกำกับดูแลกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การประกอบกิจการสปา กิจการนวดเพื่อสุขภาพ กิจการคลินิก และกิจการจำหน่ายกัญชา
7. กรุงเทพมหานครควรกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษของสถานประกอบการ เช่น มลพิษทางเสียง มลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ มลพิษทางแสง มลพิษทางกลิ่น มลพิษทางความร้อน และมลพิษทางความสั่นสะเทือน
8. สถานประกอบการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน เช่น โรงงานคอนกรีตผสมเสร็จในกรุงเทพมหานคร ควรมีการกำหนดเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตควบคุมมลพิษ เช่น การตั้งรั้วสูง 10 เมตร การปรับปรุงให้เป็นระบบปิด การติดตั้งระบบละอองน้ำรอบรั้ว บ่อล้างล้อ เป็นต้น
9. กรุงเทพมหานครควรอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครเป็นประจำ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
////////////////////////////////////////////////////////

.
.
1. กรุงเทพมหานครควรกำหนดแนวทางพัฒนาส่งเสริม ‘ย่านสร้างสรรค์’ โดยมุ่งเน้นการนำอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละย่าน ทั้ง 50 เขต มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ
2. กรุงเทพมหานครควรบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
3. กรุงเทพมหานครควรนำสื่อสังคมออนไลน์มาใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์
4. กรุงเทพมหานครควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย อาทิ ด้านอาหาร ประเพณี ศิลปะพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
5. กรุงเทพมหานครควรกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์อย่างชัดเจน
6. สำนักงานเขตควรบูรณาการการทำงานร่วมกับชุมชนในการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
7. กรุงเทพมหานครควรมอบนโยบายให้สำนักงานเขตจัดทำโครงการพัฒนาส่งเสริมย่านสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง
8. กรุงเทพมหานครควรพิจารณาคัดเลือกซอฟต์พาวเวอร์ที่โดดเด่นของทั้ง 50 เขต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล
9. กรุงเทพมหานครควรมีการปรับโครงสร้างในระดับเขตให้มีส่วนงานที่รับผิดชอบด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน
////////////////////////////////////////////////////////

.
.
1. การจัดทำคำของบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 หน่วยงานควรระบุให้ชัดเจน และควรกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของรถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) ให้ใช้งานได้จริง
2. ปัจจุบันรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้พลังงานไฟฟ้ายังต้องรอการซ่อมบำรุง และอะไหล่บางส่วนไม่มีผลิตในประเทศไทย
3. น้ำหนักของรถเก็บขนมูลฝอยมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนไม่เกิน 15 ตัน แต่รถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้าต้องบรรทุกแบตเตอรี่ ซึ่งมีน้ำหนักมาก
4. สถานีชาร์จอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานจริง และควรพิจารณาการเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swap) ในระหว่างการปฏิบัติงานแทน
5. ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าในการนำรถมาชาร์จและนำกลับไปใช้งาน
6. กรุงเทพมหานครควรทดลองใช้งานรถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างน้อย 1 ปี และควรศึกษาความเป็นไปได้ก่อน
7. กรุงเทพมหานครควรพิจารณาให้หน่วยงานในสังกัดใช้รถพลังงานไฟฟ้า โดยเริ่มจากรถที่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้ว
8. กรุงเทพมหานครควรเก็บรวบรวมสถิติและจัดทำฐานข้อมูลการใช้งานจริง
////////////////////////////////////////////////////////

.
.
ทางคณะกรรมการได้ตั้งข้อสังเกตว่ากรุงเทพมหานครควรพิจารณาจัดตั้งกลุ่มเขตพื้นที่การศึกษาของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้มีหน่วยงานเฉพาะในการกำกับดูแล ส่งเสริม พัฒนา และยกระดับคุณภาพการศึกษา ควรพิจารณากำหนดโครงสร้าง การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานศึกษา และสำนักงานเขต อัตรากำลังที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ บทบาท ภาระงาน และปริมาณงานที่เปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกลุ่มเขตพื้นที่การศึกษาของกรุงเทพมหานครเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุม รอบด้าน และสามารถตัดสินใจกำหนดทิศทางในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของกรุงเทพมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรจัดทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้กรุงเทพมหานครมีฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ถูกต้องครบถ้วน
.
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญทั้ง 6 คณะ โดยจะส่งรายงานไปยังฝ่ายบริหารเพื่อพิจารณาต่อไป
———————–
ผู้ชมทั้งหมด 12 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 12 ครั้ง


