(25 ก.ย. 69) นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา “การพัฒนากลไกทางกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ เพื่อยกระดับการจัดการมลพิษอากาศของกรุงเทพมหานคร” โดยมีนายทศพล สุภารี รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน ในการนี้นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ ส.ก.เขตตลิ่งชัน นายณัฐนนท์ นาคหล่อ ส.ก.เขตทวีวัฒนา และนายอดิศร ฤกษ์ลักษณี ส.ก.เขตดอนเมือง ผู้แทนสำนัก สำนักงานเขต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมงาน ณ โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ รัชโยธิน
.
งานสัมมนาดังกล่าวเป็นการนำเสนอผลการศึกษาและจัดทำร่างข้อบัญญัติ กทม. 2 ฉบับ โดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้โครงการวิจัย “Legal and Regulatory Assessment of the Clean Air Management” ประกอบด้วย
1. ร่างข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการที่ต้องควบคุมการระบายสารมลพิษทางอากาศโดยตรง ต้องติดตั้งและบำรุงรักษาระบบบำบัดมลพิษทางอากาศที่ผ่านการรับรอง เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน
2. ร่างข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง การจัดทำบริการสาธารณะกรณีอากาศสะอาดด้วยมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ มุ่งเน้น 4 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การคุ้มครองสุขภาพประชาชน (ลด PM2.5), หลักผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่ายผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมตามระดับการปล่อยมลพิษ, การจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและการเยียวยา และการบูรณาการแก้ปัญหาร่วมกับจังหวัดปริมณฑล
.
นางสาวภัทราภรณ์ ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อร่างข้อบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ ดังนี้
.
ด้านการควบคุมกิจการอันตรายต่อสุขภาพ: การเพิ่มมาตรการควบคุมมลพิษที่เข้มงวดขึ้นถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องหาจุดสมดุลที่ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายหรือขั้นตอนยุ่งยากเกินไปแก่เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ เพราะอาจกลายเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต นอกจากนี้ ด้านบทลงโทษ เสนอให้ใช้กลไก การต่อใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต มาบังคับใช้ แทนการปรับเป็นเงินเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อบัญญัติกลายเป็น “เสือกระดาษ” ที่ผู้ประกอบการเลือกจ่ายค่าปรับเพราะคุ้มค่ากว่าการปฏิบัติตามกฎหมาย
.
ด้านการจัดทำบริการสาธารณะกรณีอากาศสะอาดด้วยมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ : “กองทุนอากาศสะอาด กรุงเทพมหานคร” เสนอให้จัดตั้งเป็นกองทุนเฉพาะของ กทม. พร้อมดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการอย่างชัดเจน เช่น กรมควบคุมมลพิษ, สำนักอนามัย, สำนักสิ่งแวดล้อม และภาคประชาชน รวมถึงแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการ” ขึ้นมาทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมทุกๆ 2 ปี เพื่อความยืดหยุ่นและมีมาตรฐานวัดผลที่ชัดเจน ในช่วงวันที่มลพิษสูง สัดส่วนเงินลดหย่อนต้องสูงมากพอที่จะสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้ประกอบการยอมหยุดกิจการได้
ทางด้านกิจการผู้สูงอายุและผู้พิการ ต้องพิจารณาบนหลักการว่าหากมีการก่อมลพิษยังถือเป็นความเดือดร้อนหรือไม่ และต้องวางมาตรการรัดกุมเพื่อระวังปัญหาการสวมสิทธิ์ และไม่เห็นด้วยกับการให้ กทม. ลงไปจัดทำหรือติดตั้งระบบตรวจวัดและห้องปลอดมลพิษเอง เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณและบุคลากร แต่ควรปรับบทบาทเป็น “ที่ปรึกษาและผู้ประสานงาน” ให้แก่ภาคเอกชนแทน ในส่วนการร่วมมือกับจังหวัดปริมณฑลไม่เห็นด้วยกับการนำเงินกองทุนที่จัดเก็บจากกิจการใน กทม. ไปอุดหนุนมาตรการในจังหวัดอื่น เพราะอาจเกิดข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสม และกลายเป็นภาระทางการเงินผูกพันระยะยาวของ กทม.
.
การร่วมแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกลั่นกรองข้อกฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้ กทม. มีเครื่องมือที่เข้มแข็ง ยุติธรรม และใช้งานได้จริงในการกู้วิกฤตมลพิษทางอากาศเพื่อคนกรุงเทพฯ ต่อไป
————————–
ผู้ชมทั้งหมด 24 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 24 ครั้ง