skip to Main Content
สภา กทม. ตั้ง คกก.วิสามัญฯ 11 คน เร่งศึกษา ‘สวัสดิการ-ค่าตอบแทน-ความปลอดภัย’ บุคลากรกลุ่มเสี่ยงภัย ขีดเส้น 150 วัน

สภา กทม. ตั้ง คกก.วิสามัญฯ 11 คน เร่งศึกษา ‘สวัสดิการ-ค่าตอบแทน-ความปลอดภัย’ บุคลากรกลุ่มเสี่ยงภัย ขีดเส้น 150 วัน

👉 (22 ต.ค. 69) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 2) ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา โดยมี นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการ ค่าตอบแทน และมาตรการความปลอดภัยสำหรับบุคลากรกรุงเทพมหานคร และผู้ปฏิบัติงานให้กรุงเทพมหานครที่ปฏิบัติงานเสี่ยงภัย จำนวน 11 คน กำหนดกรอบระยะเวลาศึกษา 150 วัน ตามญัตติของ นายเอกกวิน โชคประสพรวย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตราชเทวี
.
✨ นายเอกกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี เสนอญัตติว่า บุคลากรทุกตำแหน่งควรได้รับการให้คุณค่าอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาด พนักงานกวาด พนักงานเก็บขนมูลฝอย เจ้าหน้าที่เทศกิจ หรือเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้ว ยังไม่ได้รับการบรรจุ รวมถึงลูกจ้างชั่วคราว เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ปฏิบัติงานด้วยความอดทน เปรียบเสมือนพ่อบ้านแม่บ้านประจำเมืองที่คอยดูแลความปลอดภัยและความสะอาด ซึ่งการทำงานต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยในหลายด้าน อีกทั้งเมื่อกรุงเทพมหานครจัดงานกิจกรรมต่างๆ บุคลากรกลุ่มนี้ก็เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่ต้นจนจบภารกิจ
.
✨ ด้าน นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก กล่าวสนับสนุนญัตติว่า ปัจจุบันสวัสดิการ ค่าตอบแทน และมาตรการความปลอดภัยในหลายเรื่องยังไม่สอดคล้องกับบริบทสถานการณ์ปัจจุบัน ยกตัวอย่างในเขตบางรักซึ่งมีกิจกรรมจำนวนมาก เช่น เทศกาลสงกรานต์ถนนสีลม ที่ประชาชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้กลับต้องปฏิบัติงานอย่างหนักในวันหยุดประจำปี จึงเห็นว่าควรนำเรื่องสวัสดิการ ค่าตอบแทน รูปแบบเงิน อัตราจ้าง ตลอดจนการประกันภัย มาพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
.
✨ ขณะที่ นายสมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม ระบุว่า มาตรการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิการสำหรับลูกจ้างปฏิบัติงานเสี่ยงภัยในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม บางรายทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยแต่ยังไม่ได้บรรจุ หรือบางรายทำงานได้เพียง 7 วันก็ต้องลาออกเนื่องจากค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความเสี่ยง เช่น ช่วงวิกฤตน้ำท่วมในเขตสายไหม เจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนทั้งที่บ้านของตนเองก็ประสบภัยเช่นกัน หรือเจ้าหน้าที่ระบายน้ำที่ต้องมุดท่อระบายน้ำโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เสี่ยงต่อน้ำเน่าเสียและสัตว์มีพิษ หากเจ็บป่วยจนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงกลับขาดการดูแลจากหน่วยงาน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่บางกลุ่มมีรายได้เริ่มต้นเพียง 8,690 – 9,400 บาท ส่งผลให้เกิดปัญหาอัตรากำลังไม่เพียงพอ โดยได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อ ได้แก่ 1. ทบทวนค่าตอบแทนความเสี่ยงภัย 2. จัดทำมาตรฐานความปลอดภัย 3. จัดสรรอุปกรณ์ป้องกันอันตรายให้เพียงพอ และ 4. พัฒนาระบบช่วยเหลือกรณีประสบอันตรายจากการปฏิบัติหน้าที่
.
✨ ด้าน นายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา กล่าวว่า เนื่องจากค่าครองชีพในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น จึงไม่ควรมองแค่การปรับให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ต้องปรับเพื่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิต โดยอย่างน้อยที่สุดต้องมีประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุ พร้อมฝากถึงคณะกรรมการวิสามัญฯ ให้ศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างกรอบอัตรากำลัง เนื่องจากบางสำนักงานเขตขนาดเล็กมีจำนวนเจ้าหน้าที่เท่ากับเขตขนาดใหญ่ ควรปรับลดกรอบอัตรากำลังที่ไม่จำเป็นเพื่อนำงบประมาณไปเพิ่มประโยชน์ด้านอื่น นอกจากนี้เรื่องอุปกรณ์ความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
.
✨ จากนั้น นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง กล่าวว่า อัตราเงินเดือนของลูกจ้างชั่วคราว กทม. ยังต่ำกว่าอัตราจ้างขั้นต่ำของกระทรวงแรงงาน และการจะปรับเป็นลูกจ้างประจำต้องใช้ระยะเวลาทำงานครบ 3 ปีขึ้นไป ซึ่งบางรายทำงานมานานกว่า 20 ปี หรือจนกระทั่งเกษียณอายุราชการก็ยังไม่ได้รับการเลื่อนขั้น จึงขอให้คณะกรรมการวิสามัญฯ ชุดนี้ศึกษาเกี่ยวกับระเบียบอัตราเงินเดือนเริ่มต้นเพิ่มเติมด้วย
.
✨ ส่วน นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี ได้ตั้งข้อสังเกตและเสนอให้แก้ไขชื่อญัตติ เพื่อให้ครอบคลุมบุคลากรของ กทม. ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว รวมถึงกลุ่มจ้างเหมาบริการและอาสาสมัครต่างๆ ที่ปฏิบัติงานให้แก่กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ประชุมและผู้เสนอญัตติเห็นชอบให้ปรับแก้ชื่อญัตติเป็น “ขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการ ค่าตอบแทน และมาตรการความปลอดภัยสำหรับบุคลากรกรุงเทพมหานคร และผู้ปฏิบัติงานให้กรุงเทพมหานครที่ปฏิบัติงานเสี่ยงภัย”
.
📍 ในส่วนของฝ่ายบริหาร นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า กทม. มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและจัดสรรอุปกรณ์ปฏิบัติงานให้แก่ทุกอาชีพ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนยังไม่คุ้นชินกับการใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น กรณีเหตุการณ์ตึก สตง. ที่มีการเปลี่ยนถุงมือให้ทุกวัน หรือชุดป้องกันของฝ่ายรักษาความสะอาด ซึ่งหากคณะกรรมการวิสามัญฯ เข้ามาศึกษาและปรับให้เข้ากับพฤติกรรมการทำงานจริงก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับสวัสดิการด้านอื่น กทม. มีการจัดทำประกันอุบัติเหตุ การฉีดวัคซีน และการตรวจสุขภาพ ตลอดจนประสานให้โรงพยาบาลในสังกัด กทม. ทุกแห่งรองรับการรักษาบุคลากรทุกประเภทและพัฒนาระบบการรักษาเบื้องต้นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบอัตราเงินเดือนและสวัสดิการของลูกจ้าง กทม. กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่นๆ พบว่าลูกจ้าง กทม. มีรายได้และสวัสดิการในระดับที่สูงกว่า
.
📍 ด้าน นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า อาสาสมัครชักลากขยะถือเป็นบุคลากรสำคัญที่ช่วยสนับสนุนงานของพนักงานเก็บขนมูลฝอยในชุมชน ซึ่งปัจจุบัน กทม. อยู่ระหว่างการร่างระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยค่าตอบแทนบุคคลภายนอกที่ช่วยปฏิบัติราชการด้านงานสิ่งแวดล้อม โดยจะปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนจาก 150 บาทต่อวัน เป็น 300 บาทต่อวัน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และช่วยให้การเก็บขนขยะในพื้นที่ชุมชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
.
👉 ทั้งนี้ ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการ ค่าตอบแทน และมาตรการความปลอดภัยสำหรับบุคลากรกรุงเทพมหานคร และผู้ปฏิบัติงานให้กรุงเทพมหานครที่ปฏิบัติงานเสี่ยงภัย จำนวน 11 คน โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน
——-

ผู้ชมทั้งหมด 18 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 18 ครั้ง

This Post Has 0 Comments
กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
Back To Top