วันที่ 28 มกราคม 2569 การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
.

นายชัชชาติ กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ฉบับที่ … พ.ศ. … ที่เสนอนั้น เป็นจำนวนไม่เกิน 4,009,144,300 บาท เป็นรายจ่ายพิเศษจ่ายจากเงินสะสมจ่ายขาดของกรุงเทพมหานครสำหรับจ่ายตามสัญญาโครงการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการรถไฟฟ้า ส่วนต่อขยายที่ 1 จำนวน 859,184,500 บาท และส่วนต่อขยายที่ 2 จำนวน 3,149,959,800 บาท จากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ค่าเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งกรุงเทพมหานครไม่ได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายสำหรับค่าจ้างเดินรถ เนื่องจากช่วงอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครอง และศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหลังจากกรุงเทพมหานครได้ทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เสร็จสิ้นแล้ว
.

กรุงเทพมหานครมีความจำเป็นต้องชำระค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 จนถึงเดือน ก.ค. 2569 แต่เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายงบกลางคงเหลือไม่เพียงพอ จึงต้องจัดทำร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในการชำระค่าจ้างเดินรถ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในส่วนของการต้องรับภาระดอกเบี้ยในอัตราที่สูง หรือการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
.

จากนั้น นายนภาพล จีระกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางกอกน้อย อภิปรายว่า ตนรู้สึกดีใจที่ฝ่ายบริหารยื่นญัตติเข้ามา เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้ได้สอบถามไปยังสำนักการจราจรและขนส่งว่าได้จ่ายค่าเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวหมดแล้วหรือยัง เพราะที่สภา กทม.อนุมัติไปนั้น ไม่ได้มีการทำงบประมาณในปี 2569 ที่จะจ่ายรายเดือนให้กับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตนได้ทราบข่าวว่าค้างชำระอยู่ประมาณ 2 เดือน ตนกลัวว่าจะถูกคิดดอกเบี้ยหลายแสนบาทต่อวัน แต่เท่าที่ทราบ เงินสะสมที่ปลอดภาระหนี้ก็จะกันไว้ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท เผื่อกรณีฉุกเฉิน ซึ่งหากขอไปเป็นจำนวนเงินถึงก้อนนี้ เงินสะสมก็จะเหลือไม่ถึง 1,000 ล้านบาท
.

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ยังมีเงินสะสมอยู่ในธนาคาร 25,578.07 ล้านบาท กรุงเทพมหานครยังมีเงินภาระผูกพัน 1,891.21 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไข นายนภาพล จึงลุกถามต่อว่า เคยมีกรณีที่เงินภาระผูกพันเหลือต่ำขนาดนี้หรือไม่ และเงินที่ปลอดภาระหนี้จริงๆ เราต้องกันไว้ประมาณเท่าไหร่ นายจักกพันธุ์ จึงตอบว่า เราหักเผื่อไว้แล้ว 6,100 ล้านบาทแล้ว
.

ต่อมานายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง อภิปรายว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่สภากทม.และผู้บริหารกทม.ติดตามมาตลอดว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร และอยากสอบถามว่า กทม.ต้องเก็บค่าโดยสารเท่าไหร่ และต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ มีวิธีการใดบ้างหรือไม่ที่จะเลี้ยงตัวเองได้ โดยไม่ต้องรับเงินสนับสนุน
.

นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงโดยยกตัวอย่างเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ถ้าเราแยกรายจ่าย ส่วนต่อขยายที่ 1 มีค่าจ้างเดินรถ 224 ล้านบาท มีรายรับ 132 ล้านบาท ต้องรับการสนับสนุน 92 ล้านบาท ส่วนต่อที่สอง มีรายจ่ายจำนวน 512 ล้านบาท มีรายรับ 170 ล้านบาท ต้องใช้งบประมาณสนับสนุน 341 ล้านบาท ซึ่งส่วนต่อขยายที่ 2 มีการปรับขึ้นราคาตามระยะทาง ทำให้มีรายรับเพิ่มขึ้นมา เดือนละประมาณ 100 ล้านบาท แต่เงินยังไม่เพียงพอ รายรับน้อยกว่ารายจ่ายพอสมควร กรุงเทพมหานครก็มีแนวทาง 2 ทาง แนวทางแรกจะเปิดพื้นที่เชิงพาณิชย์ ตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดหาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทั้งโฆษณาและการขายของบนสถานี แต่ส่วนที่สำคัญกว่าคือการโอนถ่ายส่วนต่อขยายให้กับรัฐบาล ซึ่งมีการพิจารณาอยู่ รอนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้รัฐบาลลงมาเป็นเจ้าของแต่เพียงรายเดียว เราจะประหยัดงบประมาณในการจ่ายเงินสนับสนุน
.

ทำให้นายสุทธิชัย ถามต่อไปว่า หากรอรัฐบาลอาจจะนาน ดังนั้น อยากสอบถามว่ามีวิธีอย่างไรเพื่อให้มีรายรับที่มากพอสามารถเลี้ยงตัวเองได้ นายชัชชาติ จึงขอตอบแทนว่าส่วนต่อขยายที่ 2 กรุงเทพมหานครรับมาจากรัฐบาล ตอนที่เรารับโครงการมา เราไม่ได้เห็นตัวเลขว่ามีการคำนวณอย่างไร แต่ที่ผ่านมาที่เราอยู่ด้วยกันมา 3 ปีกว่า มีการขึ้นค่าโดยสารไป 2 ครั้ง เพราะตอนที่เราเข้ามาไม่เก็บค่าโดยสาร ทำให้มีภาระหนี้สะสมมา การคำนวณคงไม่ได้คำนวณง่ายๆ เหมือนกับเอาจำนวนผู้โดยสารไปหารต้นทุน เพราะค่าโดยสารรถไฟฟ้า เวลาขึ้นราคาจะมีผลกับปริมาณคน ถ้าขึ้นราคาเยอะไปจนแพงมาก คนก็จะนั่งน้อย ลงพอถึงจุดหนึ่งประชาชนจะไม่ใช้บริการ
.
แต่ตนเชื่อว่าปัจจุบันเราขึ้นราคามาครั้งที่ 2 แล้ว ถ้าหากจะขึ้นอีกครั้ง คงจะเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก ต้องพยายามคิดในเรื่องการหารายได้อื่น เช่น เรื่องเชิงพาณิชย์หรือเรื่องโฆษณา และเอาเงินส่วนนี้มาช่วยชดเชยเรื่องการเดินรถได้ ตอนแรกอาจจะทำได้ยากลำบาก เพราะคนยังใช้ไม่เยอะ ตอนนี้เริ่มมีผู้โดยสารใช้ตามสถานีต่างๆ มากขึ้น อาจจะมีส่วนนี้มาช่วยลดปริมาณค่าใช้จ่ายได้
.
นายนภาพล ถามต่อไปว่า ในปี 2570 ท่านได้เตรียมแผนในการของบประมาณประจำปีมาด้วยหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่เดี๋ยวปี 2570 มาของบประมาณอีก ตนไม่กลัวอะไร กลัวเขาคิดดอกเบี้ยอย่างเดียว เพราะวันหนึ่งเป็นแสนบาท
.

นายจักกพันธุ์ ชี้แจงว่า งบประมาณนี้เหลืออยู่ 2 เดือนที่ไม่ได้เบิก เพื่อนำไปจ่ายค่ารถไฟฟ้า คือเดือน ส.ค. และ ก.ย. สืบเนื่องมาจากตอนที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่งใบแจ้งหนี้มาส่งเดือนสุดท้าย กรุงเทพมหานครคาดการณ์ไว้แล้วว่าคงจะเบิกจ่ายไม่ทัน เนื่องจากติดกระบวนการขั้นตอนการทำฎีกา
.

นายตกานต์ สุนนทวุฒิ ส.ก. เขตหลักสี่ ถามว่า เราจ่ายทั้งหมดหรือจ่าย 2 เดือนที่ค้าง และนอกจากค่าโดยสารที่เราได้เป็นรายรับแล้ว มีมูลค่ารายได้อย่างอื่นหรือไม่ ทำให้นายวิศณุชี้แจงว่าเราตั้งตามรายจ่าย แต่รายรับไม่แน่นอน เราจ่ายทุกเดือน เป็นเดือนๆ ไป
.

ท้ายที่สุด ที่ประชุมได้ถกเถียงอย่างกว้างขวาง และมีมติเห็นชอบร่างข้อบัญญัติดังกล่าว และตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างข้อบัญญัติฯ จำนวน 21 ราย กำหนดเวลาแปรญัตติ 2 วัน และกำหนดเวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันทำการ
————————————
ผู้ชมทั้งหมด 10 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 10 ครั้ง