วันที่ 21 ม.ค. 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 3) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง)
.

นางสาวนฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ ส.ก.เขตคลองสามวา เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณา ปรับเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำที่ใช้ในชุมชนเป็นเครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานทางเลือก โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันนครื่องสูบน้ำจะถูกจัดสรรไปติดตั้งไว้ในแต่ละชุมชนในทุกสำนักงานเขต ซึ่งตัวเครื่องสูบน้ำพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันจะเป็นในรูปแบบของการใช้พลังงานดีเซล แต่พบว่าก่อให้เกิดปัญหาทั้งฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางเสียง ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนในชุมชน

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนนสอบถามเข้ามาว่าจะมีโอกาสหรือไม่ที่จะพัฒนาเครื่องสูบน้ำที่ตั้งไว้ในชุมชน ให้เป็นรูปแบบพลังงานอื่นๆ เช่น รูปแบบพลังงานไฟฟ้า ข้อดีข้อแรก คือ กลิ่นน้ำมันจะไม่มี หรือลดลง ข้อที่สอง จะสามารถควบคุมเรื่องการเสียบปลั๊ก ถอดปลั๊ก ไม่ต้องไปลุ้นว่าน้ำมันจะหมดเมื่อไหร่ ส่วนเรื่องค่าไฟ ชุมชนจะใช้เงินอุดหนุนทจากสำนักงานเขต ซึ่งชุมชนและสำนักงานสามารถทำแผนร่วมกันได้ อีกรูปแบบหนึ่งที่ประชาชนเสนอมาก็คือ พลังงานแบบโซลาร์เซลล์ หากสามารถพัฒนาเครื่องสูบน้ำประเภทนี้ออกมา จะสามารถตอบโจทย์ให้พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครได้เป็นอย่างดี”
.

ด้านนายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ อภิปรายเสริมญัตตินี้ว่า พื้นที่ในเขตทุ่งครุและกรุงเทพมหานครหลายแห่งเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง บางจุดมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ ทำให้กีดขวางการสัญจรของประชาชน อีกทั้งเมื่อเปิดเครื่องสูบทำให้มีควันมลพิษออกมา สร้างความเดือดร้อนให้ประชานที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ส่วนเรื่องหมู่บ้านของเอกชนที่เป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมไม่มีเครื่องสูบน้ำของ กทม. เข้าช่วยเหลือ ประชาชนทำได้เพียงตั้งเครื่องสูบน้ำหน้าหมู่บ้านเองเท่านั้น ทั้งที่เสียภาษีเช่นเดียวกัน จึงขอฝากฝ่ายบริหารพิจารณาถึงหลักเกณฑ์นี้ด้วย
.

รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ฝ่ายบริหารเห็นด้วยกับข้อเสนอของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และได้เริ่มดำเนินการไปบางส่วนแล้ว อาทิ เครื่องสูบน้ำในชุมชน ปกติจะมีสองแบบ คือ แบบที่เป็นเครื่องหาบหามใช้กรณีฉุกเฉิน ซึ่งพวกนี้ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์อยู่ เพราะเคลื่อนย้ายสะดวกและไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟ แต่สำหรับเครื่องสูบน้ำที่ติดตั้งประจำจุดหรือที่ติดตั้งอยู่ในชุมชนเพื่อช่วยระบายน้ำเวลาฝนตก กรุงเทพมหานครมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนเป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วหลายจุด ข้อดีคือ 1. เรื่องของเสียง 2. เรื่องของควันหรือมลพิษ PM 2.5 และ 3. คือเรื่องของการซ่อมบำรุงที่ทำได้ง่ายกว่าระบบเครื่องยนต์

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของระบบไฟฟ้าก็คือเรื่องของ แหล่งจ่ายไฟ เนื่องจากเครื่องสูบน้ำใช้กำลังไฟค่อนข้างสูง ในบางจุดที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หรือระบบสายส่งไม่รองรับ ยังจำเป็นต้องใช้ระบบดีเซลสำรองไว้อยู่ และอีกเรื่องคือเรื่องความปลอดภัย หากฝนตกหนัก น้ำท่วม ต้องมั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้าที่นำมาใช้จะมีความปลอดภัยสูงสุด ไม่เกิดไฟฟ้ารั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ
.

ส่วนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์นั้น ได้มีการศึกษาอยู่แต่อาจจะยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ในการติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อให้ได้กำลังไฟที่เพียงพอต่อการสูบน้ำ และที่สำคัญคือเหตุการณ์น้ำท่วมมักเกิดในช่วงที่ไม่มีแสงแดดหรือช่วงกลางคืน หากจะใช้โซลาร์เซลล์ก็อาจจะต้องมีระบบแบตเตอรี่สำรองไฟขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีเรื่องของงบประมาณและค่าดูแลรักษาตามมา อย่างไรก็ตามกทม. ขอรับข้อเสนอนี้ไปดำเนินการต่อ โดยจะสำรวจจุดที่เหมาะสมในการเปลี่ยนเป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนที่มีความแออัด เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน
.
จากนั้นที่ประชุมสภา กทม. จะมีมติเห็นชอบและส่งต่อให้ฝ่ายบริหารดำเนินการพิจารณาต่อไป
——————
ผู้ชมทั้งหมด 16 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 16 ครั้ง