.

วันที่ 14 ม.ค. 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 2) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายตกานต์ สุขนนทวุฒิ ส.ก.เขตหลักสี่ ในฐานะรองประธานกรรมการคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจรมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร รายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการ
.

.

ในที่ประชุม นายตกานต์ กล่าวว่า คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ศึกษาอำนาจหน้าที่ภารกิจ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการจราจรของตำรวจจราจร และกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานของกรุงเทพมหานครที่มีความเกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนในด้านการจัดการจราจรเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลจำนวน 16 ครั้ง
ซึ่งคณะกรรมการวิสามัญฯได้ทำการสรุปข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้
1. กรุงเทพมหานคร โดยคณะกรรมการศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางการรับถ่ายโอนภารกิจการกำหนดมาตรฐานด้านวิศวกรรมจราจรและการบังคับใช้กฎหมายจราจร ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ควรมีการประชุมหารือร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการพิจารณาขอบเขตภารกิจด้านการจราจรที่กรุงเทพมหานคร จะรับโอนภารกิจ เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าภารกิจใดสามารถดำเนินการได้ภารกิจใดไม่สามารถดำเนินการได้และภารกิจใดควรมีการบูรณาการตลอดการปฏิบัติงานร่วมกันเพื่อทราบถึงความเป็นไปได้หรือมีประเด็นปัญหาอื่นใดหรือไม่
.

2 กรุงเทพมหานครควรพิจารณากฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการจราจรให้ครบถ้วนรอบด้านและครอบคลุม เช่น พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ 2522 พ.ร.บ.ทางหลวงพ.ศ 2535 เป็นต้นและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับโอนภารกิจหรือมอบอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมายนั้นๆ
.

3. กรุงเทพมหานครควรเร่งเสนอต่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเป็นพื้นที่นำร่องร่วมบูรณาการกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยติดตามประเมินผลพร้อมสรุปข้อดีข้อจำกัดและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจต่อไป
.

4. กรุงเทพมหานครติดตามความคืบหน้าข้อหารือที่ได้ดำเนินการสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อกรุงเทพมหานครจะได้นำผลการหารือมาปฏิบัติในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
.

5.กรุงเทพมหานครควรประสานงานกับกรมการขนส่งทางบกให้จัดสรรงบประมาณในการจัดทำ application สำหรับการชำระค่าโดยสารรถโดยสารสองแถวเพื่อลดระยะเวลาในการจอดรับ-ส่งผู้โดยสารเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจร อีกทั้งจะทราบว่ารายรับจากการจัดเก็บค่าเดินรถโดยสารมีความคุ้มค่าหรือไม่
.

6.กรุงเทพมหานครควรหารือกรมการขนส่งทางบกในการมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เทศกิจกรุงเทพมหานครสามารถดำเนินการทางกฎหมายกับรถโดยสารที่ทำผิดกฎหมาย เช่น รถโดยสารสองแถวที่จอดรับส่งผู้โดยสารกีดขวางการจราจรหรือไม่ การจอดในป้ายรถโดยสารประจำทางในช่วงระยะเวลาเร่งด่วน รวมถึงรถโดยสารประจำทางที่จอดรับส่งผู้โดยสารในบริเวณจุดห้ามจอด เช่น ใกล้ทางม้าลายใต้สะพานลอย เนื่องจากเจ้าหน้าที่เทศกิจมีหน่วยตรวจการและมีการลงพื้นที่เป็นประจำ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรอาจมีจำนวนไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถกวดขันหรือดำเนินการทางกฎหมายให้ครอบคลุมได้
.

7. กรุงเทพมหานครเป็นผู้สนับสนุนการจัดทำศาลาที่พักผู้โดยสาร ป้ายหยุดรถประจำทาง ฯลฯ ให้กับกรมการขนส่งทางบก แต่ไม่มีรูปแบบมาตรฐานควรดำเนินการให้มีแนวทางและรูปแบบเดียวกัน รวมถึงป้ายหยุดรถโดยสารประจำทางรูปแบบใหม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลพิกัดของรถโดยสารผ่าน GPS ซึ่งปัจจุบันรถโดยสารบางประเภทยังไม่มีการติดตั้ง GPS ที่ตัวรถ ทำให้ป้ายหยุดรถโดยสารรูปแบบใหม่ของสำนักการจราจรและขนส่งไม่สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่าและไม่เต็มประสิทธิภาพจึงต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับกรมการขนส่งทางบกในการกำหนดเกี่ยวกับการติดตั้ง GPS รถโดยสารประจำทางทุกคันทุกประเภท คณะกรรมการมีการใช้แบบสอบถาม 509 ชุด เป็นการถามเฉพาะตำรวจนครบาลที่เกี่ยวเนื่องกับการจราจร
.


ด้านสมาชิกสภากรุงเทพมหานครแสดงความคิดเห็นกับรายงานผลดังกล่าว อาทิ นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง สอบถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะถ่ายโอนภารกิจของตำรวจจราจรมาอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของ กทม. เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ กทม.
.

ด้านนายตกานต์ ชี้แจงว่า จากผลสำรวจความคิดเห็นของกองบังคับการตำรวจนครบาลเรื่องการถ่ายโอนภารกิจด้านการจราจร มีการเห็นด้วย 51% ไม่เห็นด้วย 48% และไม่แสดงความคิดเห็น 1% ซึ่งหากมีการถ่ายโอนภารกิจเกิดขึ้น เชื่อว่า กทม. มีความพร้อมในการดำเนินการดังกล่าว แต่ด้านตำรวจนครบางยังมีความกังวลด้านการอารักขาความปลอดภัย และกฎหมายตามมาตรา 14 ซึ่งกรมทางหลวงเป็นผู้มอบหมายให้กรมตำรวจนครบาลเป็นผู้ดำเนินการ
.


ด้านนายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า กทม. มีหน้าที่แต่ไม่มีอำนาจ ซึ่งหากมีการถ่ายโอนภารกิจจะต้องมีการแก้ไขข้อกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะการจับปรับที่ กทม. ไม่สามารถทำได้ หากจะโอนภารกิจควรจะโอนมาแค่เฉพาะเรื่องที่สำนักการจราจรและขนส่งสามารถดูแลได้
.


นายจักรพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม.ได้จัดทำหนังสือ 2 ฉบับถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผอ.สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 26 พ.ย.68 โดยแจ้งว่า กทม.มีความพร้อมที่จะรับการโอนทั้งหมด 4 ด้านประกอบด้วย ด้านวิศวกรรมจราจร ด้านการอำนวยการจราจร ด้านการจัดการจราจร และด้านบังคับการจราจร โดยทั้ง 4 ด้านนี้ กทม.ได้แจ้งว่า กทม.มีความพร้อมตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 “เพราะฉะนั้นถ้าถามว่ากรุงเทพมหานครมีความพร้อมหรือไม่ ถือว่ามีความพร้อม เพียงแต่ต้องไปแก้ไขตัวพ.ร.บการจราจรฯปี 2562 ให้เรียบร้อยก่อน”
.
ทั้งนี้ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญฯ โดยจะนำส่งให้ฝ่ายบริหารพิจารณาดำเนินการต่อไป
——————————–
ผู้ชมทั้งหมด 14 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 6 ครั้ง