.
วานนี้ (27 ส.ค. 69) ณ ห้องบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ในการประชุมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นายฉัตรชัย หมอดี ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักการโยธา โดยมีผู้บริหารหน่วยงานร่วมชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการขอจัดสรรงบประมาณ
.

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ดร.จอห์น) ส.ก.เขตลาดกระบัง ประธานคณะอนุกรรมการฯ เข้ารายงานผลการพิจารณางบประมาณของสำนักการโยธา โดยมีผู้บริหารสำนักฯ เข้าร่วมประชุมชี้แจง โดยคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้สอบถามถึงรายการผูกพันงบประมาณ ปี 2568-2569 ของสำนักการโยธา ว่าเหตุใดการก่อหนี้ผูกพันบางโครงการยังไม่เริ่มดำเนินการทั้งที่ได้รับงบประมาณไปแล้ว และยังมีโครงการก่อสร้างสถานีดับเพลิง โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข หลายแห่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ
.

ด้านนายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กล่าวชี้แจงว่า โครงการส่วนใหญ่ของสำนักการโยธาเป็นโครงการขนาดใหญ่ เมื่อมีการเปิดประมูลราคาบางโครงการอาจมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ทำให้ไม่เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจึงต้องยกเลิกประมูลในครั้งแรก และปรับหลักเกณฑ์ในการเสนอราคาใหม่ในครั้งถัดไป ส่วนสาเหตุหลักในปัจจุบันที่ไม่มีผู้มาประมูลโครงการนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาวัสดุเพิ่มขึ้นภายหลังมีการตั้งงบประมาณไว้ ทำให้ผู้รับเหมาไม่มาประมูลโครงการเพราะราคาไม่คุ้มทุน และด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กรมบัญชีกลางได้มีการออกหนังสือ ว 242 เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งฯ ทำให้บริษัทขอไม่ลงนามสัญญาหลังได้รับคัดเลือกในโครงการก่อสร้างศูนย์ฯ 35 หัวหมาก เพราะราคากลางเพิ่มสูงขึ้นกว่างบประมาณ จึงได้ขอยกเลิกโครงการดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการวิสามัญฯ เน้นย้ำว่าศูนย์บริการสาธารณสุขมีความจำเป็นต่อประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ควรชะลอหรือแบ่งลำดับความสำคัญของพื้นที่ ศูนย์ที่ยกเลิกการก่อสร้างจะส่งผลกระทบหรือมีพื้นที่อื่นรองรับเพียงพอหรือไม่เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่
.

ด้านพญ.ดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย ร่วมให้ความเห็นต่อคณะกรรมการฯ ว่า ศูนย์ฯ 35 หัวหมาก มีพื้นที่รองรับบริการเพียงพออยู่ภายในศูนย์เดิม ด้านศูนย์ฯ 64 คลองสามวา มีการของบแปรกลับมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ส่วนศูนย์ฯ 8 บุญรอด รุ่งเรือง และศูนย์ฯ 17 ประชานิเวศน์ จะมีการของบประมาณอีกครั้งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2571
.

สำหรับโครงการต่อเนื่องในปี 2569-2570 คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้สอบถามถึงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลาง และอาคารสำนักการแพทย์ เนื่องจากเป็นการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษ มีงบประมาณมหาศาลกว่า 3.9 พันล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่อง 8 ปี (2566-2573) จึงมีความเป็นห่วงด้านมาตราฐานความปลอดภัยในการก่อสร้าง ด้านผอ.สำนักการโยธา ได้ชี้แจงว่า สำนักการโยธามีการจ้างผู้ควบคุมงานตามพ.ร.บ.วิศวกร สำหรับโครงการนี้กำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นวิศวกรที่มีประสบการณ์ในการควบคุมงานก่อสร้างโดยเฉพาะ มีใบประกอบระดับสามัญวิศวกรขึ้นไป สำหรับทีมผู้ควบคุมงานจะมีทั้งวิศวกรโครงสร้าง วิศวกรระบบ เช่น วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรเครื่องกล วิศวกรฐานราก วิศวกรความปลอดภัย ซึ่งคุณสมบัติของทีมผู้ควบคุมงานจะถูกกำหนดอยู่ใน TOR ในขั้นตอนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอยู่แล้ว อีกทั้งจะต้องมีคุณวุฒิและประสบการณ์ประกอบด้วย เช่น ผู้จัดการโครงการฯ ต้องมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 15 ปีขึ้นไป หรือ วิศวกรโครงสร้างต้องมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปีขึ้นไป ซึ่งคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ให้คำแนะนำว่า สำนักการโยธาควรต้องมีกระบวนการเข้มงวดและรัดกุมในการควบคุมผู้ควบคุมงาน ควบคุมคุณภาพวัสดุ เช่น ปูน เหล็ก และมีระบบการตรวจสอบวัสดุสำหรับการก่อสร้างก่อนจะอนุมัติให้ใช้งาน เพื่อความคุ้มค่าของงบประมาณและความปลอดภัยในการก่อสร้าง และยังได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการจ้างที่ปรึกษาประเมินกำลังต้านทานแรงแผ่นดินไหวอาคารสูงในสังกัดกรุงเทพมหานคร ว่าเป็นโครงการที่ดีและสำคัญมาก ถึงแม้จะเป็นการนำร่องติดตั้งเซนเซอร์ในอาคารที่ก่อสร้างก่อนที่จะมีกฎกระทรวงที่กำหนดให้ต้องออกแบบโครงสร้างอาคารเพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ซึ่งก็เป็นอาคารของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลที่มีนัยนะสำคัญกับกทม. ทั้งสิ้น เพราะเมื่อต้นปี 2568 ที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่กทม. ได้สร้างความเสียหาย ความตื่นตระหนกกับประชาชนเป็นวงกว้าง และเนื่องจากอาคารในกทม. หลายแห่งเป็นอาคารสูงและอาคารเก่า การป้องกันและเตรียมการรับมือไว้ตั้งแต่ตอนนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และกทม. ควรจะหาแนวทางในการป้องกันแผ่นดินไหวในอนาคตไว้ให้รอบด้านด้วย
.

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้ให้ข้อสังเกตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานของสำนักการโยธา ดังนี้
1. ผู้รับจ้างมีหนังสือขอขยายเวลาดำเนินการ โดยแจ้งสาเหตุจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง หน่วยงานควรตรวจสอบและพิจารณาหลักฐานให้ละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันการแอบอ้างเหตุการณ์ตะวันออกกลางเพื่อเลี่ยงค่าปรับ ทั้งที่ไม่ได้ได้รับผลกระทบจริง
2. หน่วยงานควรสำรวจพื้นที่และออกแบบการก่อสร้างปรับปรุงงานต่างๆ ให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มเสนอของบประมาณ เพื่อลดปัญหาการปรับรูปแบบฐานรากหรือโครงสร้างในภายหลัง เป็นเหตุให้การดำเนินงานล่าช้า ทำให้ผู้รับจ้างนำเหตุผลดังกล่าวมาขอลดหรืองดค่าปรับ
3. ปัญหาการดำเนินงานล่าช้าอันเนื่องมาจากอุปสรรคในพื้นที่ เช่น ต้นไม้ เสาไฟฟ้า ท่อประปา หน่วยงานควรประสานงานกับสำนักงานเขตและหน่วยงานสาธารณูโภคตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน เพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด
4. โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมดับเพลิงและกู้ภัยกรุงเทพมหานคร ระยะที่ 1 หน่วยงานควรมีการทำความเข้าใจและทำหนังสือสอบถามความคิดเห็นจากชุมชนรอบข้าง เพื่อป้องกันปัญหาข้อร้องเรียนเรื่องเสียงหรือฝุ่นละอองในอนาคต
5. การจัดตั้งงบประมาณสำหรับรายการผูกพันในปีแรก มิควรคำนึงถึงเพียงสิทธิในการก่อหนี้ผูกพันเท่านั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงประมาณการค่างานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีงบประมาณนั้นด้วย เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินในปีงบประมาณต่อๆ ไป สำหรับการจัดตั้งงบประมาณรายการผูกพันที่อยู่ระหว่างการบริหารสัญญา ควรพิจารณางบประมาณให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงาน หากผลการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนงานอย่างเห็นได้ชัด ควรพิจารณาปรับลดงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติจริง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า
6. กรุงเทพมหานครควรมีการใช้แอสฟัลต์ปูทางเท้าแทนกระเบื้องในบางพื้นที่ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ ดำเนินการได้รวดเร็ว บำรุงรักษาง่าย ลดปัญหากระเบื้องแตกหรือน้ำขังตามร่อง
7. การจ้างที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศไว้ใช้ในการปฏิบัติงาน ควรกำหนดชื่อรายการให้ชัดเจนว่าเป็นการ พัฒนาระบบ ไม่ใช่แค่การศึกษารวบรวมข้อมูล
.

ผู้สนใจสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสด (Live) การประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้ทาง Facebook Fanpage และ YouTube สภากรุงเทพมหานคร
——————
ผู้ชมทั้งหมด 8 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 8 ครั้ง