
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 4) ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมี นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแทนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครผู้อื่นในการประชุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม
.

ประธานสภา กทม. แจ้งต่อที่ประชุมว่า ตามที่ได้รับหนังสือร้องเรียนกรณีดังกล่าวจาก นายศรีสุวรรณ จรรยา รวมถึงหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มสมาชิกสภา กทม. ได้แก่ นายนภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ส.ก. เขตสัมพันธวงศ์ นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก. เขตบางกอกใหญ่ และนายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก. เขตคลองสาน ซึ่งสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานครได้ตรวจสอบคำร้องเบื้องต้น เห็นว่าเป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการรับเรื่องร้องเรียนและการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา จึงเสนอเรื่องต่อประธานสภาเพื่อขอให้สภาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามข้อ 29 แห่งข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 โดยตามข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้มีกรรมการ จำนวน 3 คน จากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้นและเสนอความเห็นต่อประธานสภาภายใน 60 วัน
.

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ดร.จอห์น) ส.ก. เขตลาดกระบัง ได้เสนอรายชื่อสมาชิกสภา กทม. จำนวน 3 คน ได้แก่ นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ส.ก.เขตคลองเตย นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก และนายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ ส.ก.เขตดินแดง พร้อมกล่าวว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของสภากรุงเทพมหานคร จึงควรยึดหลักธรรมาภิบาล ความถูกต้อง และความโปร่งใส พิจารณาทั้งเหตุผลที่สนับสนุนและเหตุผลในการโต้แย้ง และให้ข้อเท็จจริงเป็นคำตอบสุดท้าย ไม่ใช่กระแสหรืออคติ โดยย้ำว่ารายชื่อทั้ง 3 คนมาจากการหารือร่วมกันของสมาชิกเพื่อยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และให้ข้อเท็จจริงเหนือกระแสสังคม
.

ด้าน นายสมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก. เขตสายไหม ได้ทักท้วงเรื่องความสง่างามและความโปร่งใส เนื่องจากรายชื่อที่เสนอมามีบุคคลที่อยู่พรรคเดียวกับผู้ถูกร้องเรียน เกรงว่าจะเป็นที่ครหาของสังคม และอยากให้ประธานพิจารณาเปลี่ยนตัวบุคคลเพื่อให้เกิดความเป็นกลางที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ
.

ขณะที่ นายอดิศร ฤกษ์ลักษณี ส.ก. เขตดอนเมือง เห็นว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่ค้นหาและรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อนำเสนอต่อสภา ไม่ใช่ผู้ชี้ถูกชี้ผิด และไม่ว่ากรรมการจะมาจากกลุ่มใดก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและรักษาศักดิ์ศรีของสภากรุงเทพมหานครเป็นสำคัญ
.

นางสาวเมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก. เขตปทุมวัน ให้ความเห็นว่า สมาชิกทั้ง 50 คน จาก 50 เขต ต่างทำงานร่วมกันในฐานะสภากรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะสังกัดพรรคหรือกลุ่มใด จึงไม่อยากให้ยึดติดเรื่องพรรคหรือกลุ่มการเมืองมากเกินไปจนทำงานลำบาก ทั้งนี้ เชื่อในศักยภาพและความเป็นธรรมของทุกคน
.

นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ ส.ก. เขตตลิ่งชัน เสนอว่าหากจะมองเรื่องความขัดแย้งของกลุ่ม ในรายชื่อ 3 คนก็มีทั้งฝั่งผู้ร้องและผู้ถูกร้องอยู่แล้ว แต่หากที่ประชุมต้องการเปลี่ยนตัวบุคคล ก็ควรให้สมาชิกเสนอชื่อใหม่และให้สภาเป็นผู้ตัดสินใจตามหลักเสียงข้างมาก
.

ต่อมา นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก. เขตบางรัก กล่าวขอบคุณที่ได้รับเสนอชื่อ แต่แสดงความประสงค์ขอถอนตัวจากการเป็นกรรมการ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและมีอาวุโสเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้ผลการตรวจสอบมีน้ำหนักและได้รับการยอมรับสูงสุด
.

นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก. เขตคลองสาน ระบุว่า คณะกรรมการ 3 คนในขั้นตอนนี้ไม่ได้มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิด แต่มีหน้าที่เสนอความเห็นว่ากรณีร้องเรียนมีมูลหรือไม่มีมูล หากมีมูลจริงจึงจะตั้งคณะกรรมการจรรยาบรรณตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 ขึ้นมาพิจารณาบทลงโทษอีกครั้ง
.

นายกันตพงศ์ เสนอว่า หากจะพิจารณาความเกี่ยวข้องของกรรมการกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ควรใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับทุกฝ่าย โดยเห็นว่าที่ประชุมควรเป็นผู้ตัดสินใจจากรายชื่อที่สมาชิกเสนอ และสมาชิกทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่าเทียมกันในการกำหนดว่ากระบวนการจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร โดยนายกันตพงศ์ได้เสนอชื่อ นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก. เขตวังทองหลาง เป็นกรรมการ แต่ต่อมา นายอนุรักษ์ ได้ขึ้นอภิปรายขอถอนตัวเช่นกัน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเห็นว่าควรมีการหารือและทำความเข้าใจรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนรับหน้าที่
.

นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง อธิบายหน้าที่ของกรรมการว่าต้องตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งวิดีโอ CCTV และข้อมูลดิจิทัลจากการลงทะเบียนเข้า-ออกเครื่องเสียบบัตร ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสภา กทม. เห็นว่า คณะกรรมการ 3 คนเป็นเพียงผู้รวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในเบื้องต้น จึงควรเดินหน้าตั้งคณะกรรมการเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบสามารถดำเนินต่อไปได้ หากพบว่ามีมูลจึงจะส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการจรรยาบรรณฯ เพื่อพิจารณาบทลงโทษต่อไป
.

ในเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ฝ่ายกฎหมายสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานครชี้แจงเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการมีหน้าที่สอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น รวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาสรุปว่ากรณีที่ได้รับร้องเรียน มีมูลหรือไม่มีมูล ก่อนเสนอความเห็นต่อประธานสภา โดยไม่มีอำนาจชี้ว่าผู้ถูกร้องมีความผิดหรือพิจารณาว่าเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หากผลการตรวจสอบเห็นว่ามีมูล จึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาด้านจรรยาบรรณในขั้นต่อไป
.

ต่อมานายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก. เขตวังทองหลาง ได้เสนอชื่อ นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก. เขตคลองสาน เป็นกรรมการ เนื่องจากเห็นว่าเป็นผู้ที่ติดตามเรื่องการกดบัตรแทนกันนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น
.

อย่างไรก็ตาม ประธานสภา กทม. ได้สอบถามฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขานุการสภา กทม. และชี้แจงต่อที่ประชุมว่า นายสมชายเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร้องเรียน จึงถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกรณีดังกล่าวตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แม้ข้อบังคับจะไม่ได้ระบุเรื่องดังกล่าวไว้โดยตรง แต่เมื่อเทียบเคียงกับกฎหมายดังกล่าว ผู้ทำหน้าที่กรรมการสอบข้อเท็จจริงไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องหรือส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องร้องเรียน
.

ในเวลาต่อมา นายวิพุธ ศรีวะอุไร ได้เสนอชื่อ นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ดร.จอห์น) เป็นกรรมการ ซึ่ง ดร.จอห์น ได้ตอบรับหน้าที่พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ขณะที่ นายอมรินทร์ สวัสยานุภาพ ส.ก. เขตดินแดง และ นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ส.ก. เขตคลองเตย ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาธรรมาภิบาลของสภา กทม.
.

ในการนี้ ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครจึงมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ จำนวน 3 คน ได้แก่
1. นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ส.ก. เขตคลองเตย
2. นายอมรินทร์ สวัสยานุภาพ ส.ก. เขตดินแดง
3. ดร.สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก. เขตลาดกระบัง
.

ช่วงท้าย ประธานสภาฯ ได้ขอให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวเร่งดำเนินการพิจารณาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนอย่างโปร่งใสและยุติธรรม และเป็นธรรมเพื่อรายงานต่อสภาต่อไป
.

ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต้องพิจารณาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องจากประธานสภา และหากมีความจำเป็นสามารถขอขยายเวลาต่อประธานสภาได้ไม่เกิน 30 วัน ตามระเบียบว่าด้วยการรับเรื่องร้องเรียน การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา วิธีพิจารณาการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและวิธีพิจารณาสอบสวนของคณะกรรมการจรรยาบรรณสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2560
———-
ผู้ชมทั้งหมด 10 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 10 ครั้ง