
สภา กทม. ถกเข้มโซลาร์เซลล์ทั้งระบบ ส.ก. ตั้งคำถามความคุ้มทุน ฝ่ายบริหารชี้โมเดลเอกชนลงทุน–ขายคาร์บอนเครดิตต่างประเทศ
วันที่ 28 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 4) โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญศึกษาและพิจารณาการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ของกรุงเทพมหานคร
.
.
.
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการวิสามัญฯ เสนอให้ฝ่ายโยธาของสำนักงานเขต และสำนักการศึกษา เร่งตรวจสอบสภาพหลังคาอาคารเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. หากพบการชำรุดให้ซ่อมแซมให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าของโรงเรียนในระยะยาว
.
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ กทม. เร่งรัดติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในทุกหน่วยงาน เช่น อาคารราชการทุกประเภท สวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และสอดคล้องกับนโยบายพลังงานสะอาดของผู้บริหาร กทม. โดยควรประเมินความพร้อมของพื้นที่หลังคา ขนาด ความแข็งแรงของโครงสร้าง ทิศทางรับแสงแดด รวมถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละหน่วยงาน เพื่อจัดลำดับพื้นที่นำร่องในเขตที่มีความพร้อมสูงก่อน
.
นายพุทธิพัชร์ ยังเสนอว่าผลประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควรถูกนำไปซื้อขายเป็นคาร์บอนเครดิตกับหน่วยงานในต่างประเทศ และนำรายได้กลับมาเป็นงบประมาณสนับสนุนด้านพลังงานของ กทม. โดยไม่ควรดำเนินการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เนื่องจากไม่สามารถนำไปใช้เคลมคาร์บอนเครดิตได้
.
.
นายนภาพล ชี้ว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงเรียนจะช่วยลดความร้อน ลดการรั่วซึมของน้ำ และที่สำคัญคือช่วยลดค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวัน พร้อมยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า ค่าไฟสามารถลดลงได้มากกว่ากว่าร้อยละ 70 และงบประมาณที่เหลือสามารถนำไปพัฒนาด้านอื่นของโรงเรียนได้ แทนการต้องพึ่งพาการจัดกิจกรรมระดมทุน
.
.
ประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ชี้แจงว่า ปัจจุบันสำนักการศึกษามีภาระค่าไฟฟ้าโรงเรียนในสังกัด กทม.จำนวน 437 โรงเรียน ปีละประมาณ 280 ล้านบาท โดยคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึกของแต่ละโรงเรียน ทั้งปริมาณการใช้ไฟฟ้าและขนาดพื้นที่ เพื่อกำหนดการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสัดส่วนประมาณ 80–90% ของการใช้จริง ซึ่งเพียงพอและไม่ก่อให้เกิดการผลิตไฟฟ้าเกินความจำเป็น
.
ในประเด็นความคุ้มทุน นายพุทธิพัชร์ ระบุว่า หากลงทุนในเทคโนโลยีที่มีคุณภาพจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 4–5 ปี และแม้รวมค่าบำรุงรักษาแล้วก็ไม่เกิน 10 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลารับประกันระบบ พร้อมย้ำว่า กทม. ไม่ควรผูกพันสัญญาระยะยาว 30 ปี เพราะเทคโนโลยีด้านพลังงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
.
.
.
รศ.วิศณุ ระบุว่า รูปแบบให้เอกชนลงทุนจะช่วยให้ กทม. ไม่ต้องใช้งบประมาณตั้งต้น ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และสามารถซื้อไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง โดยหลังครบสัญญาประมาณ 15 ปี เราจะสามารถใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
.
อย่างไรก็ตามประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ย้ำว่า การให้เอกชนลงทุนย่อมมีการบวกกำไรไว้ในต้นทุน และ กทม.อาจต้องแบกรับภาระค่าบำรุงรักษาในระยะยาว จึงเป็นเรื่องนโยบายที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น และบทบาทการเป็นต้นแบบของเมืองหลวง
.
.
หลังจากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญฯ และจะส่งให้ฝ่ายบริหาร กทม. นำไปพิจารณาและดำเนินการต่อไป
——————————————
ผู้ชมทั้งหมด 32 ครั้ง, ผู้ชมวันนี้ 32 ครั้ง


